มีสินค้าพร้อมจัดส่ง
มีสินค้าพร้อมจัดส่ง

Login Form



Who's Online

เรามี 78 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ตัวอย่างความสำเร็จในธุรกิจไอศครีม

"บทความ โฮ-มุ ซอฟท์ครีม’แดนปลาดิบ ไอศกรีมทรงสูงถูกปากคนไทย"


นี้เป็น อีกหนึ่งตัวอย่างของความสำเร็จในธุรกิจไอศครีม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับทางร้านเราใดๆทั่งสิ้นเป็นเพิ่งการรวบรวมบทความที่หน้า สนใจเท่านั้น

 

สุกัญญา กวิสสร หรือ ดาว เจ้าของร้านไอศกรีมโฮ-มุ
เป็นที่ทราบ กันดีว่า เมืองฮอกไกโด เปรียบเสมือนเป็นคลังอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากนม ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยและดีที่สุดของญี่ปุ่น จึงไม่น่าแปลกใจที่ฮอกไกโดจะมีขนมที่ทำมาจากผลิตภัณฑ์นมสดคุณภาพ และหนึ่งในนั้นคือ ไอศกรีมแบบซอฟท์ครีม ซึ่งเป็นที่นิยมมากในฮอกไกโด แม้กระทั่งคนไทยเมื่อมีโอกาสไปเยือนฮอกไกโด ก็ไม่พลาดต้องไปลิ้มลอง จนติดอกติดใจในรสชาติ และเกิดไอเดียนำไอศกรีมในลักษณะนี้มาต่อยอดเป็นธุรกิจ

ไอศกรีมรสชาเขียวในถ้วย
สุกัญญา กวิสสร หรือ ดาว เจ้าของร้านไอศกรีมโฮ-มุ เล่าว่า ตนเองเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบการรับประทานไอศกรีม จนมีโอกาสได้เดินทางไปที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ได้ชิมไอศกรีมแบบ ซอฟท์ครีม จากนมสดแท้ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อของฮอกไกโด ซึ่งใครหากได้มีโอกาสไปเยือนต้องไม่พลาด โดยมีหลายแบรนด์ให้เลือกลิ้มลอง แม้ในช่วงนั้นสุกัญญา จะหลงใหลในรสชาติซอฟท์ครีม แต่ก็ยังไม่คิดนำมาทำเป็นธุรกิจในเมืองไทย จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2551 ที่ผ่านมา ตนเองได้แต่งงาน จึงต้องการหาธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานให้กับครอบครัว และธุรกิจที่คิดเป็นอันดับต้นๆ คือ ร้านไอศกรีม ที่ทำออกมาในรูปแบบของซอฟท์ครีม จากญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะที่ฮอกไกโด

ในรูปแบบโคนสูงโดดเด่นรสชาเย็นแบบไทยๆ
สำหรับความได้เปรียบในเรื่องการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับขนมหวานนั้น สุกัญญา บอกว่า เมื่อหลายปีก่อนตนเองมีโอกาสไปเรียนด้านการทำเบเกอรี่ ประเทศอังกฤษ กับ Le Cordon Bleu (เลอ กอดอง เบลอ) ซึ่งเป็นการเรียนในวิชาที่ตนชื่นชอบ ดังนั้นคงไม่แปลกที่จะตัดสินใจทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งก็คงไม่พ้นงานด้านอาหาร หรือขนม

“ที่ฮอกไกโด ถือได้ว่าเป็นเมืองที่มีร้านไอศกรีม ประเภทซอฟท์ครีมอยู่หลายร้านมาก ขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้าที่จะเลือกสรร แต่โดยส่วนตัวแล้วเราชอบแบรนด์หนึ่ง ที่แม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ด้วยคุณภาพของไอศกรีมที่เน้นในรูปแบบของโฮมเมด ทำให้เราเราทั้งคู่ติดใจ จึงเจรจาของซื้อแฟรนไชส์ แต่ทางร้านไม่สะดวกที่จะให้แบรนด์โดยตรง สุดท้ายจึงเป็นการขอซื้อสูตร และวัตถุดิบในการทำไอศกรีม ภายในแบรนด์ “โฮ-มุ” ซึ่งมาจากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า บ้าน ซึ่งคล้ายกับคำว่า โฮม ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นชื่อที่เราชอบ เพราะคำว่า แสดงถึงความอบอุ่น เหมือนกับครอบครัวเราที่อยู่ในช่วงของการสร้างครอบครัวเช่นกัน"

ไอศกรีมพร้อมทอปปิ้งให้เลือกสรร
ร้าน โฮ-มุ ในปัจจุบันได้กลายเป็นร้านไอศกรีม แบบซอฟท์ครีม ที่ใช้วัตถุดิบหลักอย่าง นม สั่งตรงมาจากญี่ปุ่น รวมทั้ง ชาเขียว (ขายดีที่สุด) และถั่วแดงบด ที่นำมาทำเป็นทอปปิ้ง ในขณะที่รสชติอื่นๆ จะใช้วัตถุดิบในไทย อย่างรสชานม วนิลา งาดำ ช็อคโกแลต และรสผลไม้ไทยตามฤดูกาลซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบในช่วงนั้น เช่น มะม่วง (มีให้ลิ้มลองในขณะนี้) และสตรอเบอรี่ เป็นต้น

ในขณะที่ทอปปิ้ง ก็ถือเป็นสีสันดึงดูดลูกค้าได้อีกทางหนึ่ง เพราะทางโฮ-มุ มีให้เลือกว่า 18 อย่าง เช่น ถั่วแดงบด ที่ลูกค้านิยมรับประทานคู่กับไอศกรีมรสชาเขียว เยลลี่ คิตแคท และมาร์ชเมลโล่ เป็นต้น โดยราคาเริ่มต้นที่ 49 บาท (โคน) และ 65 บาท (ถ้วย) ส่วนทอปปิ้งอย่างละ 10 บาท ซึ่งขณะนี้ร้านโฮ-มุ มีเพียงสาขาเดียว คือที่ ห้างเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ชั้น 3 โดยทาง สุกัญญา ตั้งเป้าขยายสาขาในห้างสรรพสินค้าอีกประมาณ 2-3 แห่ง ย่านใจกลางเมือง เพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า ที่ปัจจุบันมีทุกเพศทุกวัย

ไอศกรีมพร้อมวาฟเฟิลอีกหนึ่งเมนูที่น่าลิ้มลอง
ส่วนจุดเด่นที่สะดุดลูกค้าของไอศกรีมโฮ-มุ คือ ความสูงของไอศกรีมโคน และรสชาติกลมกล่อม และความหอมที่โดดเด่นในแต่ละรสชาติ เนื่องจากทางร้านเน้นการผลิตใหม่ทุกวัน และเลือกสรรวัตถุดิบที่จะนำมาผสมกับไอศกรีมนมสดไขมันต่ำ (Low Fat) ที่มีไขมันเพียง 4% เท่านั้น เพื่อรสชาติและสีสัน ที่มีคุณภาพ โดยสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นประมาณ 75% และอีก 25% เป็นวัตถุดิบในไทย

แม้ในช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจจะชะลอตัว ผู้ประกอบการต่างชะลอขยายธุรกิจ แต่ทางโฮ-มุ กลับมองอีกด้านว่าธุรกิจด้านอาหารการกิน ยังสามารถเติบโตได้ เพราะผู้บริโภคยังต้องกินต้องใช้ โดยพฤติกรรมจะเปลี่ยนไปคือ มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ดังนั้นสินค้าที่จะบริโภคต้องคุ้มค่า ซึ่งสุกัญญา บอกว่า ไอศกรีมของร้านโฮ-มุ ถือว่าสามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ ในเรื่องคุณค่าทางอาหาร และความแปลกใหม่ในแวดวงไอศกรีม

ขอแสดงความยินดีกับเจ้าของร้านด้วยนะครับ

ที่มา : http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9520000067920

 

 

 

ธุรกิจไอศครีมโฮมเมด


เจ้าของธุรกิจไอศครีมโฮมเมด แบรนด์ เจลาโต้ คาริโน่ เจ้าตัวบอกว่า มีความชอบ สนใจในเรื่องสุขภาพ และมองว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไอศครีมโฮมเมดน่าจะขายได้ดี และไอศครีมโฮมเมดไขมันต่ำก็กำลังเป็นที่นิยม

 

ไอศกรีมโฮมเมด
ไอศกรีมโฮมเมด

ประเทศไทยเราเป็นเมืองร้อน ส่งผลให้การทำกิจการ-การทำอาชีพขายไอศกรีม ได้รับการตอบรับดี และมีความเติบโตทางธุรกิจก้าวหน้าอย่างมาก รวมถึงมีความแปลกใหม่ให้ได้ลิ้มลองอยู่เสมอ ซึ่งทีม ช่องทางทำกิน ก็เคยนำเสนอไปบ้างแล้ว และวันนี้ก็มีข้อมูล ไอศกรีมโฮมเมด มานำเสนออีกครั้ง

ธุรกิจไอศกรีมในไทย มีทั้งแบบเดิม ๆ รวมไปจนถึงการขยายช่องทางมาจากโรงงาน ไอศกรีมของบริษัทต่างชาติยักษ์ใหญ่ด้วยการขายแฟรนไชส์ไอศกรีม รวมทั้งยังมี ไอศกรีมโฮมเมด ในรูปแบบ และยี่ห้อต่าง ๆ และก็มีไอศกรีมที่สร้างสรรค์ขึ้นเองโดยคนไทย ด้วยรสชาติที่ถูกปากคนไทย อย่างเรา ๆ ประกอบกับยุคนี้ยังมีเครื่องผลิตไอศกรีมจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ทำให้การทำไอศกรีมนั้นง่ายขึ้นกว่าในอดีต

แม้มองโดยทั่วไปจะดูเหมือนว่า กิจการไอศกรีมน่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว แต่ธุรกิจนี้ยังมีช่องว่าง ยังพอมีทางให้เดินได้อีก และวันนี้คอลัมน์ ช่องทางทำกิน ขอนำเสนอธุรกิจไอศกรีมโฮมเมดเล็ก ๆ แต่น่าสนใจรายหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางสำหรับผู้สนใจจะทำธุรกิจไอศกรีมโฮมเมดได้

ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ เป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมโฮมเมด แบรนด์ เจลาโต้ คาริโน่ เจ้า ตัวบอกว่า เพิ่งจะมาจับธุรกิจนี้ได้ไม่นาน โดยมีที่มาที่ไปคือ ส่วนตัวมีความชอบ สนใจในเรื่องสุขภาพ และมองว่าเมืองไทยเป็นเมืองร้อน ไอศกรีมน่าจะขายได้ และไอศกรีมไขมันต่ำก็กำลังเป็นที่นิยม จึงไปเรียนทำและขอคำปรึกษาจากคนรู้จักกัน จากนั้นได้พยายามปรับปรุงสูตรจนเป็นที่น่าพอใจ

ที่มาของชื่อแบรนด์คือ จีลาโต้ มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน จี คือ จีน และจีลาโต้ คือคนอิตาลีนำมาปรับปรุง ซึ่งเขาให้เกียรติจีน ก็เลยเรียกว่า จีลาโต้ หรือเจลาโต้ เป็นชื่อสามัญทั่วไปที่ทุกคนมีสิทธิใช้ ส่วนคำว่าคาริโน่ เป็นภาษาอิตาลี แปลเป็นไทยหมายถึง ความน่ารัก อ่อนหวาน”ปัทมาอธิบาย

ไอศกรีมที่ผลิต มีมากกว่า 50 รสชาติ ถ้ารวมผลไม้ตามฤดูกาลก็จะมีมากถึง 60-70 รสชาติ ตัวอย่างรสชาติที่ได้รับความนิยมมาก จะเป็นจำพวก โยเกิร์ตบลูเบอร์รี่ โยเกิร์ตส้ม ทีรามิสุ และ รัมเรซิ่น หรือ ช็อกโกแลตชิพ หากจะเพิ่มรสชาติความอร่อย และเรียกลูกค้าให้ได้มากขึ้น จะต้องขายคู่กับ วาฟเฟิลโคน ซึ่งทางร้านนี้ได้ผลิตขึ้นสด ๆ สำหรับลูกค้าที่ชอบการทานไอศกรีมแบบโคน

ปัทมาเล่าต่อไปว่า การลงทุนในธุรกิจไอศกรีมโฮมเมดนี้ เบื้องต้นจะต้องใช้เงินลงทุน 100,000-150,000 บาท ซึ่งเป็นค่าอุปกรณ์ อาทิ เครื่องทำไอศกรีม ตู้แช่ไอศกรีม และตู้เย็น (สำหรับขาย) ยังไม่ได้รวมค่าการตลาด (ถ้ามี) ส่วนการลงทุนในเนื้อไอศกรีมนั้น ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่ง

 

ไอศกรีมโฮมเมด

ยกตัวอย่างการทำไอศกรีมตระกูลนม อาทิ ไอศกรีมรสวานิลลา ปัทมาบอกว่า จะต้องมีส่วนประกอบ คือ หัวเชื้อวานิลลา 280 กรัม, นมพร่องมันเนยไขมันต่ำ 1 กก. และน้ำอุ่น 2,500 ซีซี โดยจะต้องนำน้ำอุ่นผสมกับหัวเชื้อก่อน ตามด้วยนม แล้วนำลงไปปั่นรวมกัน ซึ่งรอบ ๆ เครื่องปั่นไอศกรีมนั้นจะต้องหล่อด้วยน้ำแข็งโรยเกลือ เพื่อกันไม่ให้น้ำแข็งละลาย ซึ่งใช้เวลาปั่นประมาณ 20 นาที

ส่วน ไอศกรีมตระกูลผลไม้ นั้น จะใช้หัวเชื้อที่เป็นน้ำผลไม้ 280 กรัม ผสมกับน้ำอุ่น 2,500 ซีซี ผสม กับน้ำเชื่อม 40 กรัม แล้วนำลงปั่น ใช้เวลาปั่น 17 นาที จากนั้นตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ และนำเข้าตู้แช่ ซึ่งมีอุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส

ในปริมาณดังที่กล่าวมา จะตักขายไอศกรีมได้มากกว่า 50 ลูก ขึ้นไป ซึ่งราคาขายนั้น จะขายได้ ในราคา 15-20 บาท ต่อลูกขึ้นไป แล้วแต่ต้นทุน-ทำเล

ยอมรับว่าการแข่งขันในธุรกิจนี้รุนแรงเหมือนกัน ความเป็นอิตาลีส่วนมากก็จะทำให้แพงไว้ก่อน ดูหรูไว้ก่อน แต่ที่ร้านเน้นที่รสชาติ คุณ ภาพ และจำหน่ายในราคาสมเหตุสมผล ส่วนการทำตลาด ในช่วงแรกจะใช้วิธีออกบูธไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อต้องการทราบการตอบรับของลูกค้าแต่ละพื้นที่

ปัจจุบันปัทมาเปิดร้านขายอยู่ด้านข้างมหาวิทยาลัยรังสิต (ด้านเมืองเอก) สนใจธุรกิจไอศกรีมโฮมเมดของ ปัทมา เอี่ยมวิจารณ์ ติดต่อได้ที่ โทร. 0-2533-0756 และ 08-5443-9930 หรือ pattama_cns@hot mail.com หรือดูใน http://www.gelatocarino.com.

ที่มา : เดลินิวส์